วิธีสร้างข้อมูลสินค้า (Item)
ขั้นตอนที่ 1: เข้าสู่เมนูข้อมูลสินค้า
ขยายเมนู Master ที่แถบด้านซ้ายมือ จากนั้นคลิกที่ Item เพื่อเปิดหน้าจอจัดการข้อมูลสินค้า
ขั้นตอนที่ 2: เปิดฟอร์มเพิ่มข้อมูลใหม่
คลิกปุ่ม Add New (+)ที่มุมขวาบนของหน้าจอ Item Management เพื่อเปิดฟอร์มกรอกข้อมูลสินค้า
ขั้นตอนที่ 3: กรอกรายละเอียดสินค้า
แท็บที่ 1: ข้อมูลทั่วไป (Information)
ข้อมูลทั่วไป
- Item Code : กรอกรหัสสินค้าที่ไม่ซ้ำกัน เช่น “ITEM001” ควรตั้งให้ง่ายต่อการอ้างอิง
- Item Name: กรอกชื่อสินค้าเป็นภาษาอังกฤษ เช่น “Steel Bolt” ควรตั้งชื่อให้อธิบายตัวสินค้าได้ชัดเจน
- Item Name (Thai): กรอกชื่อสินค้าเป็นภาษาไทย (ไม่บังคับ) เช่น “สลักเหล็ก”.
- Short Name: กรอกชื่อย่อสำหรับอ้างอิงอย่างรวดเร็ว เช่น “Bolt”
- Model: ระบุรุ่นของสินค้า เช่น “M123”
- Stock Control: ทำเครื่องหมาย ✅ หากต้องการควบคุมสต็อกสินค้ารายการนี้
- Lot Control: ทำเครื่องหมาย ✅ หากสินค้าต้องมีการติดตามตามล็อต
- Item Type: เลือกประเภทสินค้าจากเมนูดรอปดาวน์ เช่น “Raw Material” (วัตถุดิบ) หรือ “Finished Goods” (สินค้าสำเร็จรูป)
- Item Condition: เลือกสภาพของสินค้า เช่น “New” (ใหม่) หรือ “Used” (มือสอง)
- Incoterm: เลือกเงื่อนไขการส่งมอบสินค้า เช่น “FOB” หรือ “CIF”
- Major Category: เลือกหมวดหมู่หลักของสินค้า เช่น “Electronics” (อิเล็กทรอนิกส์)
- Sub Category:เลือกหมวดหมู่ย่อย (ถ้ามี)
- TAX: ระบุประเภทภาษีของสินค้า เช่น “VAT 7%”
- Grade: ลือกเกรดของสินค้า (ถ้าจำเป็น) เช่น “A” หรือ “B”
- Item Picture: คลิกที่กรอบรูปเพื่ออัปโหลดรูปภาพสินค้า (ไม่บังคับ)
แท็บที่ 2: หน่วยนับ (Unit)
หน่วยนับ
- คลิกปุ่ม Add New (+) ในส่วน Unit Convert เพื่อเปิดฟอร์มข้อมูลการแปลงหน่วย
- กรอกข้อมูลในฟอร์ม Conversion Information:
- From Rate: กรอกค่าตัวเลขของอัตราหน่วยต้นทาง เช่น “100”
- From Unit: เลือกหน่วยต้นทางจากเมนูดรอปดาวน์ เช่น “CM”
- To Rate:กรอกค่าตัวเลขของอัตราหน่วยปลายทาง เช่น “1”
- To Unit: เลือกหน่วยปลายทางจากเมนูดรอปดาวน์ เช่น “M”
- คลิกปุ่ม OK เพื่อบันทึกการแปลงหน่วย
- Configure Default Units
- ตั้งค่าหน่วยนับเริ่มต้นในส่วน Unit Settings โดยเลือกหน่วยที่ใช้ในแต่ละโมดูล:
- Inventory: ทำเครื่องหมายเลือกหน่วยที่ใช้ในการติดตามสินค้าคงคลัง
- Stock: เลือกหน่วยที่ใช้ในการดำเนินงานเกี่ยวกับสต็อก
- Sales: เลือกหน่วยที่แสดงในกระบวนการขาย
- Purchase: ระบุหน่วยสำหรับธุรกรรมการจัดซื้อ
- BOM (Bill of Materials):กำหนดหน่วยที่ใช้ในรายการวัตถุดิบ (BOM)
แท็บที่ 3: รายละเอียดผลิตภัณฑ์ (Product Detail)
รายละเอียดผลิตภัณฑ์
- Pack Type: เลือกประเภทบรรจุภัณฑ์จากเมนูดรอปดาวน์ เช่น “Box” (กล่อง) หรือ “Bag” (ถุง)
- Control Shelf Life Date: ทำเครื่องหมาย ✅ หากผลิตภัณฑ์ต้องควบคุมอายุการเก็บรักษา
- Start Shelf Life Date: ระบุวันที่เริ่มต้นอายุการเก็บรักษา (ถ้ามี)
- Shelf Life: กรอกระยะเวลาอายุการเก็บรักษาเป็นตัวเลข เช่น “365”
- Shelf Life Unit: เลือกหน่วยของระยะเวลา เช่น “Days” (วัน) หรือ “Months” (เดือน)
- Width, Length, Height: กรอกขนาดของผลิตภัณฑ์เป็นเซนติเมตร (cm)
- Standard Weight: ระบุน้ำหนักมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และเลือกหน่วยน้ำหนัก เช่น “KGS” (กิโลกรัม)
- ตัวเลือกเพิ่มเติม
- Outsource: ทำเครื่องหมาย ✅ หากผลิตภัณฑ์มีการจ้างผลิตภายนอก
- Semi Alert: ทำเครื่องหมาย ✅ หากต้องการแจ้งเตือนสินค้ากึ่งสำเร็จรูป
- Steel:ทำเครื่องหมาย ✅ หากผลิตภัณฑ์จัดอยู่ในหมวดวัสดุเหล็ก
- Temporary BOM: ทำเครื่องหมาย ✅ หากผลิตภัณฑ์ใช้รายการวัตถุดิบชั่วคราว
- Stop Item: ทำเครื่องหมาย ✅ หากสินค้าหยุดใช้งานหรือไม่พร้อมจำหน่ายแล้ว
แท็บที่ 4: การจัดซื้อ (Purchase)
การจัดซื้อ
- Purchase Type: ลือกประเภทการจัดซื้อจากเมนูดรอปดาวน์ เช่น “Local” (ในประเทศ) หรือ “Import” (นำเข้า)
- Purchase Lead Time: กรอกระยะเวลานำเข้าสินค้าเป็นจำนวนวัน
- Min Receive: กรอกเปอร์เซ็นต์ขั้นต่ำของจำนวนสั่งซื้อที่สามารถรับได้ เช่น “90%”
- Max Receive: กรอกเปอร์เซ็นต์สูงสุดของจำนวนสั่งซื้อที่สามารถรับได้ เช่น “110%”
- Min MOQ (Minimum Order Quantity): ระบุจำนวนขั้นต่ำที่สามารถสั่งซื้อได้
- Max MOQ (Maximum Order Quantity): ระบุจำนวนสูงสุดที่สามารถสั่งซื้อได้
- MOQ Unit: เลือกหน่วยของ MOQ เช่น “Pieces” (ชิ้น) หรือ “KGS” (กิโลกรัม)
- Max Inventory Holding (Days): กรอกจำนวนวันสูงสุดที่สามารถเก็บสินค้าคงคลังได้
- Need QC (Receive):ทำเครื่องหมาย ✅ หากสินค้าต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพเมื่อรับเข้า
- Stop Purchase: ทำเครื่องหมาย ✅ หากสินค้าหยุดจัดซื้อแล้ว
- Remark: เพิ่มหมายเหตุหรือบันทึกเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อ
- Required Document: ระบุเอกสารที่จำเป็นสำหรับกระบวนการจัดซื้อ
- Warning Stop Purchase: Cทำเครื่องหมาย ✅ เพื่อเปิดใช้ข้อความเตือนเมื่อสินค้าถึงสถานะหยุดจัดซื้อ
- Warning Remark Date: ระบุวันที่สำหรับข้อความเตือน
- Warning Remark: เพิ่มหมายเหตุหรือรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับข้อความเตือน
แท็บที่ 5: การผลิต (Production)
การผลิต
- Order Location: เลือกสถานที่สร้างใบสั่งผลิต
- Store Location: เลือกสถานที่จัดเก็บสินค้าที่ผลิตเสร็จ
- Consumption: เลือกวิธีการตัดใช้วัตถุดิบจากเมนูดรอปดาวน์ เช่น “No”, “Manual” หรือ “Auto (FIFO)”
- Replenish Type: ลือกวิธีการเติมเต็มสินค้า เช่น “No”, “Yes (One to One Lot)” หรือ “Yes (One to One Order)”
- Min Safety Stock:กรอกระดับสต็อกขั้นต่ำเพื่อความปลอดภัย
- Max Safety Stock: กรอกระดับสต็อกสูงสุดเพื่อความปลอดภัย
- Safety Stock Unit: ลือกหน่วยของ Safety Stock เช่น “Pieces” หรือ “KG”
- Min Plan Lot Size: ระบุขนาดล็อตขั้นต่ำสำหรับการวางแผนการผลิต
- Max Plan Lot Size: ระบุขนาดล็อตสูงสุดสำหรับการวางแผนการผลิต
- Plan Lot Size Unit: เลือกหน่วยของขนาดล็อต เช่น “Pieces” หรือ “KG”
- MOS (Months of Supply): กรอกจำนวนเดือนของอุปทานสำหรับการวางแผนการผลิต
- Maximum Storage: ระบุความจุในการจัดเก็บสูงสุดของสินค้า
- Allergy: ทำเครื่องหมาย ✅ หากสินค้าต้องมีการจัดการพิเศษเนื่องจากสารก่อภูมิแพ้
- Need QC (Work Result): ทำเครื่องหมาย ✅ หากสินค้าต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพหลังการผลิต
- ทำเครื่องหมาย ✅ เพื่อเปิดใช้การยืนยันการเบิกจ่ายสินค้า
แท็บที่ 6: สายการผลิต (Production Line)
สายการผลิต
- คลิกปุ่ม Add New (+) ในส่วน Production Lines
- ในแถวใหม่ที่ปรากฏ:
- Line Code: เลือกรหัสสายการผลิตจากเมนูดรอปดาวน์ เช่น “PL001”
- Line Name: ระบบจะแสดงชื่อสายการผลิตโดยอัตโนมัติตามรหัสที่เลือก
- Default:ทำเครื่องหมาย ✅ หากสายการผลิตนี้เป็นค่าเริ่มต้นของสินค้า
แท็บที่ 7: การขาย (Sales)
การขาย
- Invoice (Manual): ทำเครื่องหมาย ✅ หากสินค้าอนุญาตให้สร้างใบแจ้งหนี้แบบกำหนดเองในกระบวนการขาย
- Remark: เพิ่มหมายเหตุหรือความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการขาย
แท็บที่ 8: บรรจุภัณฑ์ (Package)
บรรจุภัณฑ์
- คลิกปุ่ม Add New (+) ในส่วน Package
- ในฟอร์ม Package Information:
- Package: เลือกบรรจุภัณฑ์จากเมนูดรอปดาวน์ เช่น “Box” (กล่อง) หรือ “Bag” (ถุง)
- คลิกปุ่ม OK เพื่อบันทึก
แท็บที่ 9: สินค้าทดแทน (Equivalent)
สินค้าทดแทน
- คลิกปุ่ม Add New (+) ในส่วน Equivalent
- ในแถวใหม่ที่ปรากฏ:
- Item Code: เลือกรหัสสินค้าทดแทนจากเมนูดรอปดาวน์
- Item Name: ระบบจะแสดงชื่อสินค้าโดยอัตโนมัติตามรหัสที่เลือก
- Planning:เลือกวิธีการวางแผนสำหรับสินค้าทดแทน (ถ้ามี)
แท็บที่ 10: การผูกข้อมูลลูกค้า (Customer Mapping)
การผูกข้อมูลลูกค้า
- คลิกปุ่ม Add New (+)ในส่วน Customer Mapping
- กรอกข้อมูลในฟอร์ม Customer Mapping Information:
- Customer: เลือกลูกค้าจากเมนูดรอปดาวน์
- Customer Item Code: กรอกรหัสสินค้าตามที่ลูกค้ากำหนด
- Customer Expire Date:ระบุวันหมดอายุของการผูกข้อมูล (ถ้ามี)
- Cust. Expire Date Unit: เลือกหน่วยของวันหมดอายุ เช่น “Days” (วัน) หรือ “Months” (เดือน)
- Stop Item:ทำเครื่องหมาย ✅ หากสินค้าหยุดจำหน่ายให้ลูกค้ารายนี้แล้ว
- คลิกปุ่ม OK เพื่อบันทึก
แท็บที่ 11: การผูกข้อมูลผู้จัดจำหน่าย (Supplier Mapping)
การผูกข้อมูลผู้จัดจำหน่าย
- คลิกปุ่ม Add New (+) ในส่วน Supplier Mapping
- ในแถวใหม่ที่ปรากฏ:
- Supplier: เลือกผู้จัดจำหน่ายจากเมนูดรอปดาวน์
- Supplier Item Code: กรอกรหัสสินค้าตามที่ผู้จัดจำหน่ายกำหนด
แท็บที่ 12: กลุ่มเกรด (Grade Group)
กลุ่มเกรด
- คลิกปุ่ม Add New (+)ในส่วน Grade Group
- ในแถวใหม่ที่ปรากฏ:
- Item Code: เลือกรหัสสินค้าจากเมนูดรอปดาวน์
- Item Name: ระบบจะแสดงชื่อสินค้าโดยอัตโนมัติตามรหัสที่เลือก
แท็บที่ 13: บัญชี (Account)
บัญชี
- Purchase Account Code: เลือกรหัสบัญชีที่เหมาะสมจากเมนูดรอปดาวน์สำหรับการจัดซื้อสินค้ารายการนี้
- Sales Account Code: เลือกรหัสบัญชีที่เหมาะสมจากเมนูดรอปดาวน์สำหรับการขายสินค้ารายการนี้
ขั้นตอนที่ 4: บันทึกข้อมูลสินค้า
เมื่อกรอกข้อมูลที่จำเป็นครบถ้วนแล้ว ให้คลิกปุ่ม Save ที่มุมขวาบนของฟอร์ม เพื่อสร้างรายการสินค้าใหม่
ขั้นตอนที่ 5: ตรวจสอบข้อมูลสินค้า
สินค้าที่เพิ่มใหม่จะปรากฏในรายการ Item Management คุณสามารถตรวจสอบได้โดยค้นหาจาก Item Code หรือ Item Name ที่ได้กรอกไว้
